ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา : กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ (งานวิจัย) โดย ดร.สมภารธัชธรณ์ ศิโลศรีไช

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่าง วิเคราะห์ ปรับปรุง และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยอิงเกณฑ์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงนโยบาย ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรกเป็นการพัฒนาร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย ใช้ข้อมูลจาก (1)การศึกษาพหุกรณีสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 5 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (2)การวิจัยสำรวจสถาบัน (3)การประชุมเชิงปฏิบัติการร่างข้อเสนอเชิงนโยบายและขั้นตอนที่สองเป็นการวิเคราะห์ขอเสนอเชิงนโยบายใช้ข้อมูลจาก (1)การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ (2)การสนทนากลุ่มเป้าหมายผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ (3)การประชุมสมนาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิเพื่อประชาพิจารณ์ข้อเสนอเชิงนโยบาย

   ผลการวิจัย ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ที่ประกอบด้วยวัตถุประสงค์  8  ด้าน  คือ  ด้านการเรียนการสอน ด้านการวิจัย ด้านนักศึกษา ด้านคณาจารย์ ด้านการบริหารจัดการ ด้านแหล่งเรียนรู้ ด้านหลักสูตร และด้านสื่อ นวัตกรรม มีเป้าหมายรวม 42 รายการ และแนวการดำเนินงาน รวม 84 รายการ โดยผ่านเกณฑ์การประเมินความเหมาะสมทุกรายการ ส่วนผลการประเมินความเป็นไปได้มีเป้าหมายผ่านเกณฑ์ 34 รายการ และแนวการดำเนินงานผ่านเกณฑ์ 81 รายการ

   ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิที่ได้ เป็นผลจากกระบวนการวิจัยเชิงนโยบายแบบมีส่วนร่วมที่มีระเบียบวิธีแบบผสม ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อตรวจสอบเชิงยืนยันและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายจึงเชื่อได้ว่าเป็นข้อเสนอที่มีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้

ABSTRACT

   The Purpose of this study was to analyzye,develop and propose policies for cacdemic development ai Chaiyaphum Rajabhat University (CPRU) based on specially designed,feasible criterion.Variable methodologies were used and applied in two stages.The first stage consisted of researching policy options with local and foreign universities using multiple case studies and institutional survey.The second stage incorporated development of proposed policy,analysis,suitability and efficacy of policy options via in-depth interviews with subject-matter-experts,focus-group discussions with administrators and conducting a stakeholders seminer.

   The outcome of the study resulted in recommendations for eight policy objectives for academic development at CPRU.These included aspects of teaching and learning,research,students,faculty,academic management,learning resources,curriculum,plus material and innovation.Forty-two goals and eighty-four policy strategies were initially proposed. Of these,thirty-four goals and eighty-one policy strategies were considered feasible for implementation.

   The proposed policy for the CPRU resulted from a process of participatory policy research that used mixed methodology research.Various sources of information were used for data triangulation in the first stage. Subject-metter-experts,CPRU administrators,and stakeholders of academic development proposals at CPRU further development the policies in the second stage.As a result,it is believed that the proposed policies have achieved wide-spread acceptance,thereby enhancing implementation strategies.

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญญหา

ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้ในการคาดการณ์อนาคต ที่จะต้องปรับตัวเข้าสู่โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ต้องปรับตัวในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาระบบการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทันสมัย เพื่อติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทัน และเตรียมพร้อมปรับตัวเพื่ออยู่รอดได้ในอนาคต (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,2549) ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาในยุคนี้ จึงต้องปรับตัวปรับทิศทางในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาท่ามกลางสภาวะของการเปลี่ยนแปลงหลายมิติรอบด้าน ทั้งทางด้านสังคม และการเมืองที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลกระทบของเศรษฐกิจจากการค้าเสรี กลไกการค้าแบบไร้พรมแดน สอดคล้องกับทัศนะของคณาจารย์จุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย (2548) ที่ว่า สถาบันอุดมศึกษาต้องมีการปรับตัวภายใต้กระแสการค้าเสรีข้ามชาติ ซึ่งมีการเคลื่อนตัวของทุนและแรงงานข้ามชาติด้วย รวมถึงการเป็นผู้นำทางปัญญาในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานของโลก การตอบสนองต่อกระแสการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นการจัดการศึกษาข้ามชาติของสถาบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่ออนาคตของอุดมศึกษาไทยที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่นี้

   แนวโน้มหลายประการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการจัดอุดมศึกษาไทยตามทัศนะของวิชัย ตันศิริ (2549) ได้แก่ การจัดการอุดมศึกษาในประเทศไทยเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นแบบการศึกษาของหัวกระทิ (elite education) มาเป็นแบบการศึกษาของมวลชน (basification) มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยชุมชนเพิ่มขึ้น มีการยกฐานะสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโครงการจัดการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น การเพิ่มจำนวนของหน่วยงานและบริษัทที่จัดการบริการอุดมศึกษาในฐานะที่เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาและค่าเล่าเรียนสูงขึ้น ซึ่งย่อมถือเป็นภาระของรัฐและตัวนักศึกษาเองต้องแบกรับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจำเป็นที่สถาบันอุดมศึกษาผู้จัดบริการการศึกษา ซึ่งเป็นบริการสาธารณะจะต้องแสวงหาแหล่งทุนสนับสนุน อันอาจหมายถึงการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งหากำไรมากขึ้น แสวงหาแหล่งทุนสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอกชน ความสามรถของรัฐในการจัดสรรและสนับสนุนงบประมาณลดลง แต่ความต้องการของสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น รวมไปถึงความต้องการของประชาชนด้านการศึกษาผู้ใหญ่ที่ขยายตัวกว้างขวางขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาประสบปัญหาเพราะขาดการกำกับดูแลและควบคุมอย่างเท่าทัน การทำข้อตกลงทวิภาคีของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในฐานะสินค้าและบริการสาขาหนึ่ง อาจเป็นช่องทางก่อให้เกิดปัญหาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ง่าย และแนวโน้มที่กล่าวมาหลายประการได้เริ่มส่อเค้าเป็นปัญหาของสังคมไทยและกำลังรุกรานจนกลายเป็นวิกฤติอุดมศึกษาอีกครั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาและการแสวงหากำไรจนกลายเป็นธุรกิจการศึกษาในหลาย ๆ สถาบัน หากไม่รีบหาทางแก้ไขและควบคุมคุณภาพ อุดมการณ์ของการอุดมศึกษาที่มุ่งหวังสร้างปัญญาชนให้กับสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคมเสียเอง

   สถาบันอุดมศึกษาจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งทางนโยบาย กลยุทธ์และการปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจของแต่ละสถาบันในการพัฒนาคน และพัฒนาท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งยังต้องพัฒนาสมรรถนะการศึกษาให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล ซึ่งจากที่ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ค่อนไปท้ายตาราง ในสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และการศึกษา จากผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย International Institute for Management Development (IMD) ระหว่าง พ.ศ. 2544-2548 (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,2549) จึงนับเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ที่ฉุดรั้งสมรรถนะในการแข่งขันของประเทศไทย สถาบันอุดมศึกษาจะต้องตระหนักในปัญหาและร่วมรับผิดชอบ โดยถือเป็นพันธกิจร่วมกันเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในการแข่งขันของประเทศด้ารโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาให้เข้มแข็งทัดเทียมอารยะประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

   หลักการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่สำคัญที่สุด คือ การมุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ (academic excellence) (วิจิตร ศรีสอ้าน,2518) ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาจึงเน้นความสำคัญของงานวิชาการมาก โดยถือว่างานวิชาการเป็นหัวใจของสถาบัน นอกจากนี้สถาบันอุดมศึกษายังทำหน้าที่ผลิตผลงานทางวิชาการ สร้างนักวิชาการและใช้ผลงานทางวิชาการให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม (ไพฑูรย์ สินลารัตน์,2542) แต่ขณะนี้การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านคุณภาพทางวิชาการ และยังด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ (รุ่ง แก้วแดง,2542) ทั้งนี้เพราะสถาบันอุดมศึกษาอ่อนแอทั้งการบริหารงานบุคคล และการบริหารวิชาการ (จรัส สุวรรณเวลา,2540) นอกจากนี้สถาบันอุดมศึกษายังมีปัญหาอื่น ๆ เช่น ผลิตคนไม่ทันต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ทันต่อความก้าวหน้าทางวิชาการของโลกและผลิตคนไม่สอดคล้องกับกระแสรุนแรงของความผันผวนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ไพฑูรย์ สินลารัตน์,2544) ในขณะที่ สุธรรม อารีย์กุล (2542) กล่าวถึงวิกฤตอุดมศึกษาไทยที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างบัณฑิตให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ประกอบด้วย (1)ปัญหาคุณภาพหลักสูตร เช่น หลักสูตรขาดความหลากหลายขาดความยืดหยุ่น ล้าสมัย ลอกเลียนแบบจากต่างประเทศ ไม่ส่งเสริมความคิดระดับสูงให้ผู้เรียนขาดความเป็นสากล ฯลฯ (2)ปัญหาคุณภาพการเรียนการสอน เช่น จำนวนอาจารย์ ที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และจากสถาบันซึ่งเป็นที่ยอมรับลดลง อาจารย์ที่มีคุณภาพทั้งการสอนและการวิจัยมีน้อยไม่มีมาตรการขจัดอาจารย์ที่ไร้คุณภาพออกจากระบบ ตำรา และสื่อการสอนมีคุณภาพต่ำ รัฐลงทุนด้านการวิจัยน้อยและศรัทธาต่ออาชีพอาจารย์ตกต่ำ ฯลฯ (3)ปัญหาคุณภาพบัณฑิต เช่น คุณภาพก่อนเข้าเรียนของนิสิตตกต่ำลง ค่านิยมการเรียนเพื่อความรู้ลดลงและนิสิตเบื่อหน่ายการเรียนเนื่องจากเรียนวิชาซ่ำซ้อน ฯลฯ

   ในขณะที่แนวโน้มการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยังยืนที่ต่อเนื่องกันของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 และ 10 (วงศกร ภู่ทอง และอลงกต ศรีเสน,ม.ป.ป.;สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,2550) ประกอบกับการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมีภารกิจร่วมกัน ที่ต้องพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้ตอบรับกับยุทธศาสตร์ชาติและท้องถิ่นตามมาตรา 8 ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามปรัชญาของสถาบันในมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 (กระทรวงศึกษาธิการ,2547) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู ประกอบกับความต้องการในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของประชากรในท้องถิ่นเขตบริการค่อนข้างสูง โดยจะเห็นได้จากสถิติจำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุกปี (มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ,2548) ซึ่งนับเป็นภารกิจที่กว้างยิ่งใหญ่และท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นและสอดคล้องกับแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

   ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีกฎหมายทางการศึกษาที่มีผลทางการบังคับใช้คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (กระทรวงศึกษาธิการ,2546) แล้วก็ตาม โดยมีความพยายามผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ทั้งทางกฏหมายและการบริหารจัดการศึกษา แต่ผลในทางปฏิบัติโดยเฉพาะผลิตผลและผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ออกสู่สังคมยังไม่ตอบสนองบทบัญญัติทางกฏหมายนี้ได้เท่าที่ควร ดังเช่นในมาตรา 24(5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการสอนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ ในมาตรา 28 วรรค 3 สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้ว ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการวิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคมและในมาตรา 30 ให้สถาศึกษาพัฒนา กระบวนการเรียนการสอน ที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ในมาตรา 30 นี้ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2542) ได้อธิบายว่าผู้สอนจะต้องมีการวิจัยค้นคว้าอยู่เสมอ เพื่อจะทำให้ผู้เรียนมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และในมาตรา 47 ให้มีระบบการประกันคุณภาพภายการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก ทั้งยังบังคับในมาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถาศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกและเมื่อพิจารณาถึงสาระของกฎหมายฉบับนี้ในภาพรวมจะมุ่งเน้นความเหมาะสม ความสมบูรณ์ของการจัดการศึกษาที่ควรจะเป็น มุ่งพัฒนาวิชาการของสถาศึกษาในทุกระดับ โดยเฉพาะกระบวนการทางวิชาการของการศึกษาในสถาบันระดับอุดมศึกษาที่มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตอบสนองสังคมผู้ใช้บัณฑิตและสามารถรองรับแนวโน้มของการพัฒนาวิชาการในอนาคตด้วย

   กระทรวงศึกษาธิการ (2546) ในฐานะหน่วยนโยบายได้มีความพยายามในการสร้างระบบและกลไกในหลายส่วนที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท แต่คุณภาพและมาตรฐานของสถาบันอุดมศึกษาในภาพรวม หลายแห่งโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏใหม่ยังอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง ในด้านการพัฒนาวิชาการและปัจจัยสนุบสนุนวิชาการ โดยในมาตรา 34 วรรค 3 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กระทรวงศึกษาธิการ (2546) ได้กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนพัฒนาและมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาระดับปริญญาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และต่อมาได้มีโครงการประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัย (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา,2549) ซึ่งเป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะกระตุ้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา โดยประเมินจากข้อมูลพื้นฐานของมหาวิทยาลัย (university profile) ของสถาบันอุดมศึกษาในรอบปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานที่ต้องแสดงถึง 120 รายการ ที่ครอบคลุมจุดเน้นในทุก ๆ ด้านของมหาวิทยาลัย ได้แก่ ด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ แต่เมื่อมีการประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย กลับได้รับการคัดค้าน ไม่ยอมรับและไม่เห็นด้วยจากหลาย ๆ สถาบัน จึงไม่สามารถกระตุ้นกระแสการแข่งขันในการพัฒนาวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามเจตนารมณ์ของโครงการเท่าที่ควรจะเป็นและจากการมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2548 ที่กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (2548) อันส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดมีการดำเนินงานด้านหลักสูตรที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่งผลให้มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเดิมใช้หลักสูตรร่วมกันต้องพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรเป็นของสถาบันให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร ส่งผลให้มหาวิทยาลัยราชภัฏใหม่หลายแห่งโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิต้องประสบกับปัญหาการขาดความพร้อมในด้านปัจจัยทางวิชาการซึ่งต้องเร่งพัฒนาให้เป็นไปตามเกณฑ์โดยเร่งด่วน

   จากสภาพปัจจุบันและแน้วโน้มที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาในทุกรูปแบบในทุกสังกัดมีการกำหนดทิศทาง และเป้าหมายการพัฒนาไปสู่ทิศทางและแน้วโน้มที่ปรับเปลี่ยนของอนาคตให้พันธกิจการอุดมศึกษาตอบสนองความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการสอนและการวิจัยที่นับเป็นพันธกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาและเป็นองค์ประกอบสำคัญการพัฒนาวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาการพัฒนาวิชาการจึงเป็นพันธกิจหลักที่ทุกสถาบันอุดมศึกษาให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยที่การบริหารงานทุกอย่างในสถาบันอุดมศึกษาให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยที่การบริหารงานทุกอย่างในสถาบันอุดมศึกษาเป็นการบริหารเพื่อทำให้งานวิชาการก้าวหน้าและพัฒนามากขึ้น (ไพฑูรย์ สินลารัตน์,2530) ในการวิจัยครั้งนี้จึ่งมุ่งกำหนดทิศทาง การพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยให้สามารถตอบสนองพันธกิจของสถาบัน เป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รองรับความเปลี่ยนแปลงทางวิชาการในอนาคต จากการศึกษาสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นกรณีศึกษา ความคิดเห็นข้องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นการที่จะพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ให้สามารถจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีคุณภาพ มุ่งสู่ความเป็นมาตรฐานทางวิชาการ สามารถตอบสนองความต้องการในการพัฒนาด้านการศึกษาของท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

2 คำถามวิจัย

2.1 ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ที่ได้จากการวิจัยเชิงสำรวจสถาบันและจากพหุกรณีศึกษามหาวิทยาลัยต้นแบบ 5 แห่ง ในด้านการเรียนการสอน การวิจัย นักศึกษา คณาจารย์ การบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้ หลักสูตร และสื่อ นวัตกรรม ในองค์ประกอบที่เป็นวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแนวการดำเนินงานของนโยบายมีอะไรบ้าง

2.2 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวในคำถามการวิจัยข้อ 1 ที่ได้รับการวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขสองระยะ คือ ระยะแรกโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิและการสนทนากลุ่มเป้าหมายผู้บริหารมหาวิทยาลัย ระยะที่สองโดยการประชุมสัมมนาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประชาพิจารณ์ข้อเสนอในองค์ประกอบที่เป็นวัตถุประสงค์เป้าหมาย และแนวการดำเนินงานของนโยบายมีอะไรบ้าง

3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อร่าง วิเคราะห์ ปรับปรุง และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิในด้านการเรียนการสอน การวิจัย นักศึกษา คณาจารย์ การบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้ หลักสูตร และสื่อ นวัตกรรม ในองค์ประกอบที่เป็นวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแนวการดำเนินงานของนโยบาย โดยอิงเกณฑ์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้

4 ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้กำหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้

4.1 ขอบเขตองค์ประกอบของขอเสนอเชิงนโยบาย ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีองค์ประกอบสองส่วนตามผลการศึกษา วิโรจน์ สารรัตนะ (2550) คือวัตถุประสงค์ของนโยบาย (policy objectives) เป้าหมาย (goals) และแนวการดำเนินงานของนโยบาย (policy means)

4.2 ขอบเขตของเนื้อหาเพื่อการวิจัย จากการศึกษาแนวคิดและผลการวิจัยในการพัฒนาวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียงตามลำดับความสอดคล้องของทั้ง 23 แนวคิดที่ศึกษา ได้ขอบเขตของเนื้อหาเพื่อการวิจัย 8 ด้าน (กระทรวงศึกษาธิการ,2546; จำเริญรัตน์ เจือจันทร์,2543; จิรพัฒน์ เงาประเสริฐวงศ์,2544; ไชยา ภาวะบุตร,2549; นงลักษณ์ วิรัชชัย และ สุวิมล ว่องวาณิช,2541; บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร,2543; บุญรอด วุฒิศาสตร์สกุล,2535; บุญรักษา ถาวรภักดี,2545; พระมหาธีรเพชรมาตรพงษ์,2547; วรานันท์ เรืองประดิษฐ์,2545; สมคะเน ค้ำจุน,2543; สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา,2549; สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ,2544; สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน),2547; สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน),2549; สุทธิธัช คนกาญจน์,2547; สุพนิดา ชัยวิทย์,2546; อาทิตยา ดวงมณี,2540; อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์,2537; AACN,1997; Asworth & Harvey,1994; Times,2004) ได้แก่

1.ด้านการเรียนการสอน

2.ด้านการวิจัย

3.ด้านนักศึกษา

4.ด้านคณาจารย์

5.ด้านการบริหารจัดการ

6.ด้านแหล่งเรียนรู้

7.ด้านหลักสูตร และ

8.ด้านสื่อและนวัตกรรม

4.3 ขอบเขตของพื้นที่ศึกษา จำแนกออกเป็นสองพื้นที่ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับคำถามการวิจัยที่กำหนดข้างต้น มีดังต่อไปนี้คือ

   4.3.1 พื้นที่ในการศึกษาสถาบันอุดมศึกษาต้นแบบการพัฒนาวิชาการ จำนวน 5 แห่งได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 2.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3.มหาวิทยาลัยมหิดล 4.University of Maryland และ 5.Washington State University

   4.3.2 พื้นที่ในการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและข้อเสนอแนวทางการพัฒนาวิชาการ ใช้มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิเป็นกรณีศึกษา

4.4 ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ผู้วิจัยศึกษาจากตัวแทนกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร อาจารย์ประจำ อาจารย์พิเศษ นักศึกษา ผู้ปกครองนักศึกษา นักเรียน ปราชญ์ ท้องถิ่น ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายจ้างหรือผู้ประกอบการหรือผู้ใช้บัณฑิต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษาและการบริหารสถาบันอุดมศึกษา

4.5 ขอบเขตด้านเวลา การวิจัยครั้งนี้เป็นการดำเนินการในปีการศึกษา 2550-2551 โดยเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 และแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2552

5 นิยามศัพท์เฉพาะ

ในการวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะที่สำคัญดังนี้

5.1 ข้อเสนอเชิงนโยบาย หมายถึง ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยนโยบายเพื่อการปฏิบัติในเชิงนโยบายซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ คือ วัตถุประสงค์ (policy objectives) เป้าหมาย (goals) และแนวการดำเนินงานของนโยบาย (policy means)

5.2 วัตถุประสงค์ หมายถึง วัตถุประสงค์ของข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา

5.3 เป้าหมาย หมายถึง เป้าหมายของข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา

5.4 แนวการดำเนินงาน หมายถึง แนวทางการดำเนินงานของข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา

5.5 การพัฒนาวิชาการในระดับอุดมศึกษา หมายถึง การทำให้ภารกิจที่เกี่ยวกับวิชาความรู้ทั้งหลาย ซึ่งประกอบด้วย ด้านการเรียนการสอน การวิจัย นักศึกษา คณาจารย์ การบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้ หลักสูตร และสื่อนวัตกรรม ของการจัดการศึกษาหลังระดับมัธยมศึกษา ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

5.6 วิชาการ หมายถึง ภารกิจที่เกี่ยวกับวิชาความรู้ทั้งหลายของการจัดการศึกษาซึ่งมีขอบข่ายภารกิจที่ประกอบด้วย การเรียนการสอน การวิจัย นักศึกษา คณาจารย์ การบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้ หลักสูตร และสื่อนวัตกรรม

5.7 ด้านการเรียนการสอน (learning & teaching) หมายถึง องค์ประกอบหนึ่งของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวข้อง 1.การจัดโครงสร้างหลกสูตรและเนื้อหาสาระวิชา 2.การวางแผนการสอน 3.เทคนิควิธีและกระบวนการสอนที่ยึดหลักผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 4.การจัดประสบการณ์การบูรณาการคุณธรรมจริยธรรมและการวิจัย 5.การประเมินผลและเทียบโอนผลการศึกษา

5.8 ด้านการวิจัย (research) หมายถึง องค์ประกอบหนึ่งของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวกับ 1.ปริมาณและคุณภาพของงานวิจัย 2.ทุนวิจัย 3.บุคลากรและศักยภาพทางการวิจัย 4.วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์และการวิจัยในกระบวนการเรียนการสอน 5.การเผยแพร่และนำเสนอผลงานวิจัย

5.9 ด้านนักศึกษา (students) หมายถึง องค์ประกอบหนึ่งของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวกับ 1.คุณสมบัติและการรับเข้าเป็นนักศึกษา 2.กิจกรรมการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักศึกษา 3.ทุน สวัสดิการ การแนะแนวและระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษา 4.การได้งานทำ การศึกษาต่อ รางวัลและเกียรติยศที่บัณฑิตหรือศิษย์เก่าได้รับและความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต

5.10 ด้านคณาจารย์ (faculty) หมายถึง องค์ประกอบของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวกับ 1.จำนวน คุณวุฒิ คุณสมบัติและประสบการณ์ของอาจารย์ 2.ตำแหน่ง ผลงานทางวิชาการและรางวัลเกียรติยศชื่อเสียง 3.ทักษะและเทคนิคการสอนของอาจารย์ 4.คุณธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพ 5.กลไกการพัฒนาสวัสดิการและสวัสดิภาพอาจารย์

5.11 ด้านการบริหารจัดการ (academic management) หมายถึง องค์ประกอบของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวกับ 1.การกำหนดโครงสร้างการบริหารวิชาการ 2.การจัดการทางการเงินและงบประมาณ 3.การบริหารทรัพยากรบุคคล 4.การประกันคุณภาพ 5.การบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

5.12 ด้านแหล่งเรียนรู้ (learning sources) หมายถึง องค์ประกอบของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวกับ 1.ห้องสมุด อาคารเรียน ศูนย์การศึกษา หรือศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า 2.การสำรวจ พัฒนาและจัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ 3.การใช้แหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาในกระบวนการเรียนการสอน 4.แหล่งฝึกภาคปฏิบัติและฝึกประสบการณ์ 

5.13 ด้านหลักสูตร (curriculum) หมายถึง องค์ประกอบของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวกับ 1.การศึกษาวิเคราะห์ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร 2.เอกสารหลักสูตร คู่มือการใช้และเอกสารประกอบหลักสูตร 3.การนำหลักสูตรไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน 4.การนิเทศ ติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตร

5.14 ด้านสื่อนวัตกรรม (materials & innovations) หมายถึง องค์ประกอบของงานด้านวิชาการที่มีขอบข่ายเกี่ยวกับ 1.ห้องสมุดและการให้บริการ 2.การผลิต พัฒนาและการจัดหาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนการสอน 3.ระบบฐานข้อมูลและการให้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย4.งบประมาณและค่าใช้จ่ายในระบบห้องสมุดและศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ

5.15 เกณฑ์ด้านความเหมาะสม (propriety) หมายถึง บรรทัดฐานขั้นต่ำในการพิจารณาถึงความเหมาะสมของข้อเสนอเชิงนโยบายซึ่งพิจารณาจากกระบวนการได้มา ความครอบคลุมพันธกิจ การใช้ถ่อยคำ สำนวนการจัดกลุ่ม หรือลำดับ และการมีจุดเด่น

5.16 เกณฑ์ด้านความเป็นไปได้ (feasibility) หมายถึง บรรทัดฐานขั้นต่ำในการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งพิจารณาจากความสามารถนำไปปฏิบัติ การมีทรัพยากรเพียงพอที่จะปฏิบัติได้ ภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและการมีระเบียบข้อบังคับ กฏหมายที่เอื้อให้สามารถปฏิบัติได้ menwatchessell.com

6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ผลการวิจัยครั้งนี้จะทำให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาวิชาการ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ซึ่งจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ดังนี้

6.1 ในเชิงวิชาการ สามารถนำผลการวิจัยเป็นกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีขององค์ประกอบในการพัฒนาวิชาการเพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดของการวิจัยและพัฒนา (R&D) การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) หรือการวิจัยเชิงนโยบาย (policy research) ได้ ตลอดจนเป็นการขยายองค์ความรู้ด้านนโยบายทางการบริหารการอุดมศึกษาและเปิดประเด็นเพื่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป

6.2 ในเชิงการประยุกต์ใช้ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิสามารถใช้เป็นกรอบแนวทางเพื่อการพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัยได้ หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นอาจนำผลการวิจัยไปใช้เป็นกรณีศึกษาในการพัฒนาวิชาการให้ได้มาตรฐานมีคุณภาพทางการปฏิบัติและเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ