การศึกษาต้นทุน-ผลตอบแทนของการลงทุนทำสวนส้มเขียวหวานในพื้นที่แต่ละขนาด ในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ (งานวิจัย) โดย ดร.วรพงศ์ ภูมิบ่อพลับ

บทคัดย่อ

   การศึกษาต้นทุน-ผลตอบแทนของการลงทุนทำสวนส้มเขียวหวานในพื้นที่แต่ละขนาดในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1)เพื่อศึกษาถึงต้นทุน-ผลตอบแทนของการลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งในพื้นที่แต่ละขนาดในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการเปรียบเทียบพื้นที่ 3 ขนาด คือ สวนส้มสายน้ำผึ้งที่มีขนาดพื้นที่น้อยกว่า 50 ไร่ สวนส้มสายน้ำผึ้งที่มีขนาดพื้นที่ 50-100 ไร่ สวนส้มสายน้ำผึ้งที่มีขนาดพื้นที่ 100 ไร่ขึ้นไป 2)เพื่อศึกษาถึงปัญหาในการลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

   การศึกษาใช้วิธีรวบรวมข้อมูลโดยการออกแบบสอบถาม สัมภาษณ์เกษตรกรที่ปลูกส้มสายน้ำผึ้งในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่จำนวน 31 ราย โดยได้แบ่งกลุ่มเกษตรกรที่ทำการศึกษาออกเป็น 3 กลุ่มตามขนาดพื้นที่ คือ พื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 50 ไร่ จำนวน 15 ราย พื้นที่เพาะปลูก 50-100 ไร่ จำนวน 8 ราย และพื้นที่พาะปลูก 100 ไร่ขึ้นไป จำนวน 8 ราย โดยกำหนดระยะเวลาโครงการเท่ากับ 6 ปี และประเมินผลตอบแทนด้วยอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำร้อยละ 8 ร้อยละ 12 และร้อยละ 15 ตามลำดับ

   ผลการศึกษา พบว่า ต้นส้มสายน้ำผึ้งจะให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป โดยมีต้นทุนและผลตอบแทน จำแนกตามขนาดพื้นที่เพาะปลูก สรุปได้ดังนี้

   1พื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 50 ไร่ มีต้นทุนรวมในการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีในระหว่างปีที่ 1-6 เป็นจำนวน 59,334.35 - 57,449.60 บาท ซึ่งจะมีระยะเวลาคืนทุน 4 ปี 9 เดือน 11 วัน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นบวก และมีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง เท่ากับร้อยละ 20.76

   2.พื้นที่เพาะปลูก 50-100 ไร่ มีต้นทุนรวมในการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีในระหว่างปีที่ 1-6 เป็นจำนวน 56,904.75 - 110,413.15 บาท และกำไร (ขาดทุน) สุทธิเฉลี่ยต่อไร่ต่อปี ในระหว่างปีที่ 3-6 เป็นจำนวนเงิน (5,340.00) - 71,586.85 บาท ซึ่งจะมีระยะเวลาคืนทุน 4ปี 2เดือน 16วัน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นบวกและมีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง เท่ากับร้อยละ 30.56

   3.พื้นที่เพาะปลูก 100 ไร่ขึ้นไป มีต้นทุนรวมในการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีในระหว่างปีที่ 1-6 เป็นจำนวน 58,965.97 - 108,029.65 บาท และมีกำไร (ขาดทุน) สุทธิเฉลี่ยต่อไร่ต่อปี ในระหว่างปีที่ 3-6 เป็นจำนวนเงิน 2,599.40 - 45,970.35 บาท ซึ่งจะมีระยะเวลาคืนทุน 4ปี 4เดือน 14วัน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นบวก และมีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง เท่ากับร้อยละ25.31

   เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่เพาะปลูกทั้งสามขนาดแล้วพบว่า พื้นที่เพาะปลูก 50-100 ไร่ ได้อัตราผลตอบแทนสูงสุดโดยมี ระยะเวลาคืนทุนต่ำกว่าและมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงสูงกว่าพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 50 ไร่ และพื้นที่เพาะปลูก 100 ไร่ขึ้นไป

   สำหรับปัญหาในการลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งที่สำคัญ คือ ปัญหาเกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอในช่วง 3 ปีแรกก่อนที่ต้นส้มสายน้ำผึ้งจะให้ผลผลิต ปัญหาราคาปุ๋ยและยาป้องกันจำกัดศัตรูพืชมีราคาแพง ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชซึ่งมีมากกว่าส้มพันธ์อื่นโดยจะเกิดตลอดอายุของต้นส้มสายน้ำผึ้ง ป็นต้น โดยมีแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว คือ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรควรจัดให้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกส้มสายน้ำผึ้ง การบำรุงรักษา การป้องกันศัตรูพืชที่ถูกวิธี ทางด้านการเงินรัฐบาลควรสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถกูเงินเพื่อนำไปลงทุนได้มากขึ้นและมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทางด้านราคาปุ๋ยและยาป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทางรัฐบาล ควรเข้ามาช่วยเหลือดูแลในเรื่องการควบคุมคุณภาพและราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

   ข้อเสนอแนะ ควรจัดเก็บเงินอุดหนุนท้องถิ่นในอัตราที่ต่ำเพื่อเป็นการจูงใจเกษตรกรให้หันมาลงทุนทำสวนส้มสานน้ำผึ้งกันมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มเกษตรกรควรร่วมมือกันให้มากขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ABSTRACT

   The Independent Study titled "The Study of Cost-Return on Investment in Different Sized Tangerine Orchards in Amphoe Fang,Changwat Chiang Mai" hed to objective. 1)To study the cost-return on investment in different sized Sai Nam Peung Orchards in Amphoe Fang,Changwat Chiang Mai,comparision of 3 groups according to the orchard size ; less than 50 rai orchard,50-100 rai orchard and more than 100 rai orchard 2)To study the problems on Sai Nam Peung orchard investment in Amphoe Fang,Changwat Chiang Mai.

   The study method was gathering primary data from questionnaires by interviewing 31 farmers in Amphon Fang,Changwat Chiang Mai that were divided into 3 groups according to the size of their lands ; 15 farmers from less than 50 rai orchard,8 farmers from 50-100 rai orchard and 8 farmers from more than 100 rai orchard. Project life was limited to 6 years.The return on investment was evalulated by the minimum required rate of return at 8% 12% and 15%,respectively.

   The results showed that Sai Nam Peung agriculture was yieldable after the since the third year of planting. The conclusion were classified by the size og orchard as follow :

   1.For Farms which are smaller than 50 rai,the total cost of farming per rai per year during year 1-6 was 59,334.35-118,950.40 Baht. Average net profit (loss) per rai per year during year 3-6 was (15,163.64) -57,449.60 Baht.Then,pay back period was 4 years 9 months and 11 days.Net present value was positive.The internal rate of return was 20.76%

   2.For Farms which are 50-100 rai,the total cost of farming per rai per year during year 1-6 was 56,904.75-110,413.15 Baht.Then,pay back period was 4 years 2 months and 16 days.Net present value was positive.The internal rate of return was 30.56%

   3.For Farms which are Bigger than 100 rai,the total cost of farming per rai per year during year 1-6 was 58,965.97-108,029.65 Baht.Average net profit (loss) per rai per year during year 3-6 was 2,599.40-45,970.35 Baht.Then,pay back period was 4 year 4 months and 14 days.Net present value was positive.The internal rate of return was 25.31%.

   Comparison among three size of plantation,the farm which planted 50-100 rai yielded the highest with the shortest pay back period.The net present value and Internal rate of return were higher than the others.

   The main problems of Sai Nam Peung orchards were the insufficient working capital,during the first three years of plantation,high cost of fertilizers and pesticides,and the spread out of plant disease and insects which higher than other tangerine orchards.To solve the problems,governmental official involve should educated farmers how to grow,maintain and how to have proper insect protection.In addition,the government should provide for low interest loan and should control quality and price of the fertilizers and insecticides.

   More Importantly,the government should reduce local fee in order to motivate farmers to invest more in Sai Nam Peung orchards.Meanwhile,farmers should formed up strong network to increase their negotiation power with middle men and other agencies.

หลักการและเหตุผล

   ในปัจจุบันภาวะเศษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต และจากผลของค่าเงินบาทลอยตัวส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยประสบปัญหาอย่างนัก เป็นเหตุให้ประเทศไทยไม่สามารถพึงพาภาคอุตสาหกรรม อันเป็นเป้าหมายหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกต่อไปแล้ว จากสาเหตุดังกล่าวหลายฝ่ายเริ่มมุ่งเน้นภาคเกษตรกรรม ซึ้งเป็นความคุ้นเคยพื้นฐานที่อยู่กับคนไทยมาแต่ครั้งอดีต จะเห็นว่าภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่รุนแรงเท่ากับภาคอุตสาหกรรมอื่นของประเทศ เนื่องจากการผลิตสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ อีกทั้งการที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรมีความสามรถในการแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกอื่น ๆ ได้ดีขึ้นและส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น

   จากแนวทางการพัฒนาสินค้าเกษตรซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาทางการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 โดยมีสินค้าเกษตรที่สำคัญจำนวน 30 รายการที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ โดยมีเป้าหมายการผลิต กิจกรรมลักษณะงานและมาตรการสนับสนุนทางด้านการผลิตและการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน และการสร้างอาชีพ รายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยที่ส้มเขียวหวานเป็นสินค้าเกษตร 1 ใน 30 รายการที่ได้รับการส่งเสริมข้างต้น เนื่องจากส้มเขียวหวานเป็นไม้ผลที่สำคัญต่อเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของไทยและของโลก รวมทั้งเป็นผลไม้ที่มีการบริโภคกันทุกระดับ เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพและให้คุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถบริโภคได้ในรูปผลไม้สดและน้ำผลไม้โดยมีราคาไม่แพงมากนัก ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด ในแง่เกษตรกรเองนั้นนับว่าส้มเขียวหวานเป็นผลไม้ที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น ทั้งนี้เพราะส้มเขียวหวานเป็นไม้ผลยืนต้นที่สามารถบังคับผลให้ออกเลี่ยงกันได้จึงทำให้มีผลผลิตได้ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามปริมาณการผลิตที่ผ่านมายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐจึงได้มีการจัดทำแนวทางการพัฒนาส้มเขียวหวานขึ้นมา โดยมุ่งเน้นขยายพื้นที่ปลูก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต เพื่อให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเพียงพอกับความต้องการภายในประเทศและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงหันมาปลูกส้มเขียวหวานกันมากขึ้นดังจะเห็นได้จากการขยายตัวของพื้นที่เพราะปลูกทั่วประเทศจากปีเพราะปลูก 2537/38 มีพื้นที่ 264,039 ไร่ เป็น 315,633 ไร่ โดยประมาณ ในปีการเพราะปลูก 2541/42 หรือเพิ่มขึ้น 19.54% ตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงพื้นที่เพราะปลูกส้มเขียวหวานทั้งหมดของประเทศในปีการเพราะปลูก 2535-2541

ปี

พื้นที่เพาะปลูก (ไร่)

ผลผลิตทั้งหมด (ก.ก)

ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ (ก.ก)

ให้ผลแล้ว

ยังไม่ให้ผล

รวม

2535

206,320

45,362

251,682

680,971,000

3,300

2536

187,898

51,196

239,094

609,753,000

3,245

2537

172,057

49,463

221,520

584,245,342

3,396

2538

171,983

92,056

264,039

585,468,610

3,404

2539

174,132

97,788

271,920

523,729,851

3,007

2540

178,467

104,837

283,304

573,949,872

3,216

2541

189,664

12,968

315,632

526,696,928

2,777

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรกรและสหกร

หมายเหตุ : ปี 2539-2541 เป็นข้อมูลเบื้องต้นเฉพาะบางจังหวัดที่ส่งข้อมูลมา

   แหล่งปลูกส้มเขียวหวานที่สำคัญอยู่บริเวณเขตภาคกลาง ซึ่งได้แก่ กรุงเทพ ปทุมธานี แต่ในปัจจุบันจะเห็นไดว่าการขยายตัวของพื้นที่เพราะปลูกส้มเขียวหวานในระยะ 2-3 ปีย้อนหลังมานี้พื้นที่เพราะปลูกในเขตภาคกลางมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและโดยรอบปริมณฑล ซึ่งเกิดจากการแปรสภาพจากส้มเขียวหวานที่เป็นอยู่อาศัยและโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น รวมทั้งได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติตามตารางที่ 2

ตารางที่ 2 แสดงพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานโดยแยกตามภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ปีการเพาะปลูก 2536-2541

พื้นที่ (ภาค)

พื้นที่เพราะปลูกทั้งหมด(ไร่)

2536

2537

2538

2359

2540

2541

ภาคเหนือ

38,748

36,640

52,105

57,976

66,332

99,456

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

109

113

108

270

772

2,410

ภาคกลาง

149,488

152,374

184,454

190,605

187,073

18,3154

ภาคตะวันออก

31,487

19,222

15,886

14,807

20,894

17,982

ภาคตะวันตก

6,151

3,802

3,311

2,035

1,561

3,636

ภาคใต้

13,111

9,368

8,175

6,227

6,672

8ม995

รวม

239,094

221,520

264,039

271,920

283,304

315,633

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรกรและสหกร

หมายเหตุ : ปี 2539-2541 เป็นข้อมูลเบื้องต้น

   จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้น เกษตรกรจึงเริ่มสนใจหาแหล่งเพาะปลูกแหล่งใหม่ โดยพื้นที่ทางภาคเหนือเป็นพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจมาลงทุนทำสวนส้ม เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่ได้เปรียบทางด้านภูมิอากาศและแหล่งพื้นที่ ส่งผลให้ส้มมีสีสันสวยงาม และสามารถปลูกได้หลายพันธ์ เช่น ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มสีทอง ส้มฟรีมองต์ เป็นต้น จากการสำรวจของเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า พื้นที่การเพาะปลูกส้มเขียวหวานทั้งจังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มทุกปี จาก 4,000 ไร่ ในปี 2538 เป็น 18,750 ไร่ ในปี 2541 ในจำนวนนี้ปรากฏว่าอยู่ในเขตอำเภอฝางมากที่สุด 12,146 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 64.78  ของพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานทั้งหมดตามจารางที่ 3

ตารางที่ 3 แสดงพื้นที่เพาะปลูกส้มเขียวหวานแยกตามอำเภอในเขตจังหวัดเชียงใหม่ปีการเพาะปลูก 2538-2541

อำเภอ

พื้นที่เพราะปลูกทั้งหมด (ไร่)

2538

2539

2540

2541

เชียงดาว

88

88

80

118

จอมทอง

7

7

-

-

ดอยสะเก็ด

57

57

-

-

ฝาง

3,250

4,351

9,604

12,146

แม่ริม

10

10

-

-

แม่แตง

122

122

300

300

สะเมิง

30

30

96

116

แม่อาย

340

1,510

2,155

5,915

กิ่ง อ.แม่ว่าง

96

96

-

59

กิ่ง อ.ไชยปราการ

-

-

38

96

รวม

4,000

6,271

12,273

18,750

ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่

   ส้มเขียวหวานที่นิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอฝาง คือ ส้มสายน้ำผึ้ง เนื่องจากส้มสายน้ำผึ้งเป็นส้มที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค มีรสชาดหอมหวานกล่าวส้มเขียวหวานชนิดอื่นและมีรสชาดถูกปากผู้บริโภค ทำให้เกษตรกรจึงหันมาเพาะปลูกส้มสายน้ำผึ้งกันมากขึ้น จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นประกอบกับราคาจำหน่ายต่อกิโลกรัมอยู่ในระดับที่สูงจึงเป็นเหตุจูงใจในการปลูกส้มสายน้ำผึ้งมากขึ้นด้วย จากการสำรวจของเกษตรอำเภอฝาง ปี 2541 ในเขตอำเภอฝาง มีการปลูกส้มสายน้ำผึ้งเป็นจำนวน 7,512 ไร่ จากจำนวนปลูกส้มทั้งหมด 12,146 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 60.50 และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า พื้นที่เพาะปลูกส้มสายน้ำผึ้งขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่เนื่องจากการทำส้มสายน้ำผึ้งต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมากในระยะแรก เพราะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี จึงจะได้ผลตอบแทน และไม่ทราบว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ดังนั้นผู้ศึกษาจึงมีความสนใจศึกษา ต้นทุน-ผลตอบแทนของการลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งในพื้นที่แต่ละขนาด ดังนั้น ขนาดพื้นที่น้อยกว่า 50 ไร่ ขนาดพื้นที่ 50-100 ไร่ และขนาดพื้นที่ 100 ไร่ขึ้นไป เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจอื่น ๆ ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งโดยจะทำการศึกษากลุ่มประชากรเกษตรกรชมรมชาวสวนส้มฝาง ซึ่งถือเป็นตัวแทนของเกษตรกรที่ทำสวนส้ม ในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

วัตถุประสงค์ในการศึกษา

1.เพื่อศึกษาต้นทุน-ผลตอบแทน ของการลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งในพื้นที่แต่ละขนาด ในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการเปรียบเทียบพื้นที่ 3 ขนาดคือ สวนส้มสายน้ำผึ้งที่มีขนาดพื้นที่น้อยกว่า 50 ไร่ สวนส้มสายน้ำผึ้งที่มีขนาดพื้นที่ 50-100 ไร่ และ สวนส้มสายน้ำผึ้งที่มีขนาดพื้นที่ 100 ไร่ขึ้นไป

2.เพื่อศึกษาถึงปัญหาในการลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

ขอบเขตและวิธีการศึกษา

1.ขอบเขตของประชากร

   การศึกษาวิเคราะห์ครั้งนี้จะศึกษาเฉพาะพื้นที่การลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้งของกลุ่มประชากรเกษตรชมรมชาวสวนส้มฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งหมด 31 ราย

2.วิธีการศึกษา

   ข้อมูลที่นำมาทำการศึกษารวบรวมจากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้

   1.ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) โดยการใช้แบบสอบถาม สัมภาษณ์เกษตรกรชมรมชาวสวนส้มฝาง ซึ่งสวนใหญ่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา และแบ่งขนาดพื้นที่สวนส้มสายน้ำผึ้งของกลุ่มประชากรในการศึกษาครั้งนี้ออกเป็น 3 ขนาด ดังนี้

      ขนาดพื้นที่ (จำนวนไร่)          จำนวน (รายได้)

      น้อยกว่า 50 ไร่                        15

      50-100 ไร่                             8

      100 ไร่ขึ้นไป                            8

      รวม                                     31    

   สำหรับการเลือกกลุ่มประชากรผู้ปลูกส้มสายน้ำผึ้งจำนวน 31 ราย เป็นการศึกษาประชากรทั้งหมด

   2.ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ได้จากการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำสวนส้มเขียวหวาน เช่น เอกสารเผยแพร่จากกระทรวงเกษตรและสหกณ์การเกษตร วารสารเคหะการเกษตร วารสารส้ม และอื่นๆ

   3.นิยามศัพย์

   ส้มเขียวหวาน หมายถึง ส้มสายน้ำผึ้ง เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด

   ต้นทุน หมายถึง ต้นทุนทั้งสิ้นที่ใช้ในการทำสวนส้มสายน้ำผึ้ง โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รายจ่ายลงทุน และรายจ่ายประจำ

   ผลตอบแทน หมายถึง ผลตอบแทนที่ได้จากการเก็บเกี่ยวซึ่งส้มสายน้ำผึ้งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในปีที่ 3 เป็นต้นไป

ประโยชน์ที่ได้รับ

1.ทำให้ทราบถึงต้นทุน-ผลตอบแทนของการลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้ง ในพื้นที่แต่ละขนาด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเกษตรกร ผู้ที่สนใจลงทุน และผู้สนใจอื่น ๆ ใช้เป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการที่จะลงทุนทำสวนส้มสายน้ำผึ้ง ในอนาคต

2.ทำให้ทราบถึงสภาพการผลิตและภาวะการตลาดโดยรวมของส้มสายน้ำผึ้ง รวมทั้งสภาพทั่วไป ตลอดจนวิธีการปฏิบัติดูแลรักษาในการทำสวนส้มสายน้ำผึ้ง

3.เป็นแนวทางสำหรับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใช้ในการพิจารณาวางแผน พัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับส้มสายน้ำผึ้ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

4.ทำให้ทราบปัญหาต่าง ๆ ในการทำสวนส้มสายน้ำผึ้ง เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขต่อไปในอนาคต

ประวัติความเป็นมาของส้มเขียวหวาน

   ส้มเขียวหวาน หรือ Tangerine เป็นพวกส้มเปลือกอ่อน ปอกเปลือกและแยกกลีบง่าย นิยมบริโภคกันมากในเมืองไทยถูกนำมาเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยใดนั้นไม่ปรากฎแน่ชัดแต่จากการค้นคว้าเอกสารของไทยและต่างประเทศและพิจารณาจากแหล่งที่มีการปลูกส้มเขียวหวานแต่ดั้งเดิม รวมทั้งลักษณะและภูมิศาสตร์ พอจะสันนิฐานได้ว่าส้มเขียวหวานได้เข้ามาในประเทศไทย 3 ทางคือ

   1.เข้ามาทางแหลมมลายู โดยสันนิษฐานว่า จีนกับมลายูติดต่อกันทางทะเลได้ง่าย และ ทำการค้าขายติดต่อกันมาก่อน ต่อมาจึงมีผู้นำมาปลูกทางใต้ของไทย เพราะสภาพดินฟ้าอากาศมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับแหลมมลายู ตลอดจนประเพณีก็คล้ายคลึงกันด้วย ทำให้การติดต่อระหว่างพ่อค้าและประชาชนสะดวกยิ่งขึ้นแล้วทำให้ส้มเขียวหวานแพร่หลายขยายขึ้นมาปลูกแถวภาคกลางและภาคเหนือตามลำดับ

   2.เข้ามาทางประเทศอินโดจีน แถวโคชินไชน่า เพราะมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางจันทบุรี ตราด ซึ่งมีการติดต่อค้าขายทางทะเลถึงกันได้และดินฟ้าอากาศก็เหมาะสมที่จะปลูกส้มได้ดี โคชินไชน่านี้ก็เป็นถิ่นดั้งเดิมของส้มหลายชนิดด้วยกัน ส้มเขียวหวานที่อเมริกาเอาไปปลูกก็ได้จากโคชินไชน่านี่เอง ต่อมาได้มีผู้นำมาปลูกแถว ธนบุรี,นนทบุรี ตอนหลังๆ การทำสวนส้มเขียวหวานที่จันทบุรีเสื่อมโทรมลง ทั้งนี้เพราะขาดการเอาใจใส่ในการบำรุงรักษาสวนส้มนั้นเอง ชาวสวนจึงต้องสั่งซื้อพันธุ์ส้มจากธนบุรี ไปปลูก

   3.เข้ามาทางจีนตอนใต้โดยตรง ซึ่งเป็นแหล่งกำเหนิดของส้มหลายชนิดหลายพันปีมาแล้ว ตามประวัติศาสตร์คนไทยก็เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ ภายหลังถูกจีนรุกรานจึงอพยพลงมาทางใต้ ขณะเดียวกันก็สันนิษฐานว่าคงจะนำพืชผลรวมทั้งผลไม้จำพวกส้มซึ่งมีทั้งส้มเขียวหวานด้วยเข้ามาปลูกตามท้องที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย เอกสารบางเล่มได้พาดพิงถึงชาวจีนซึ่งได้ทำการค้าขายติดต่อกันทางทะเลมาแต่โบราณ อาจนำเมล็ดส้มหรือกิ่งพันธุ์มาทดลองปลูกในเมืองไทย เพื่อไม่ต้องเสียเวลาบันทุกส้มมาจากเมืองจีน ปรากฎว่าได้ผลดีไม่แพ้ถิ่นเดิม ชาวไทยจึงได้ขยายพันธุ์มากยิ่งขึ้นและเอาใจใส่ต่อการปลูกบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ตอนแรกก็ปลูกส้มเขียวหวานไว้ตามบริเวณบ้านแห่งละ 4-5 ต้น เพื่อใช้บริโภค ต่อมามีผู้นิยมรับประทานมากขึ้นจึงได้ขยายออกไปส่วนใหญ่ปกติชาวจีนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ส้มประกอบกิจทางศาสนาของตน ดังนั้นจึงต้องใช้ส้มเป็นจำนวนมากในปีหนึ่งๆ ถ้าพิจารณากันในด้านพิธีการการทำสวนส้มในเมืองไทยมีวิธีการคล้ายคลึงกันกับในประเทศจีนมาก เช่น การขยายพันธุ์ต่อไปแบบตอนกิ่ง และการใช้น้ำแบบยกร่องเป็นต้น

   กล่าวกันว่าเมืองไทยปลูกส้มเขียวหวานประมาณ 100 ปีที่แล้ว และทำการปลูกเป็นการค้าเมื่อประมาณ 70 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งปลูกกันมากในเขตราษฎร์บูรณะและเขตบางขุนเทียน ส้มเขียวหวานในแหล่งปลูกนี้มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และมักจะเรียกว่าส้มบางมด ระยะต่อมาย่านบริเวณบางมดที่เปลี่ยนไปรวมทั้งปัญหาในด้านน้ำเค็ม น้ำเสีย และราคาที่ดินสูงขึ้นมาก ซึ่งเกิดจากการแปรสภาพสวนส้มเขียวหวานเป็นที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้พื้นที่การปลูกส้มเขียวหวานกระจายออกไปโดยทั่วไป เช่น ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี สระบุรี นครนายก ลพบุรี เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ เป็นต้น